โรคตับอักเสบบี คืออะไร
ตับอักเสบบี คือ การอักเสบของเซลล์ตับอันเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBV) การอักเสบจะทำให้เซลล์ตับตาย หากเป็นเรื้อรังจะเกิดพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับได
ไวรัสตับอักเสบ มีความสำคัญกับเราหรือไม่
ในประเทศไทยคาดว่าประชากรประมาณร้อยละ 5 มีการติดเชื้อไวรัสตับอับเสบ บี นั่นหมายถึง ประชากรประมาณ 3 ล้านคน มีไวรัสนี้พร้อมที่จะแพร่ให้ผู้อื่นและก่อให้เกิดความเจ็บป่วยกับผู้ติดเชื้อ
ไวรัสตับอักเสบ ติดต่อกันอย่างไร
การติดเชื้อที่พบบ่อย คือ การถ่ายทอดจากมารดาที่ติดเชื้อสู่ทารก แต่ในปัจจุบันจะลดลงมากเพราะการฉีดวัคซีนให้ทารกที่คลอดมาจะช่วยป้องกันได้เกือบร้อยละ 100 ดังนั้นการติดต่อที่สำคัญในปัจจุบันคือ ทางเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ได้ป้องกัน ซึ่งไวรัสตับอักเสบ บี จะสามารถติดต่อได้ง่ายกว่าเชื้อไวรัสเอดส์ การสัก เจาะหู หรือการฝังเข็ม โดยอุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อไม่ถูกต้อง การได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือดที่ไม่จำเป็นก็อาจเป็นสาเหตุได้แต่พบได้น้อยมากในการตรวจกรองของธนาคารเลือดในปัจจุบัน
หากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะมีอาการอย่างไร
หากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี จะเข้าไปฟักตัวในร่างกายเราประมาณ 2-3 เดือน แล้วจึงเริ่มมีอาการอ่อนเพลียคล้ายเป็นหวัด คลื่นไส้ อาเจียน จุกแน่นใต้ชายโครงขวาจากตับไต ปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง อาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นในเวลา 2-3 สัปดาห์ และร่างกายจะค่อยๆ กำจัดไวรัสตับอักเสบ บี ออกไปพร้อมๆ กับการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีซ้ำอีก ผู้ป่วยร้อยละ 5-10 อาจโชคไม่ดี ไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้ เกิดการติดเชื้อเรื้อรังโดยเฉพาะหากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ตั้งแต่เด็กๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการหากตรวจเลือดพบว่ามีไวรัสตับอักเสบ บี ผู้ป่วยบางรายจะมีการอักเสบของตับร่วมอยู่ด้วย ซึ่งหากมีการอักเสบตลอดเวลาจะทำให้มีการตายของเซลล์ตับ เกิดมีพังผืดเพิ่มมากขึ้นจนเป็นตับแข็งในที่สุด ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจกลายเป็นมะเร็งตับซ้ำเติม
แพทย์สามารถวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบ บี ได้อย่างไร
การวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบ บี ในปัจจุบันทำได้ง่ายมาก เพียงตรวจเลือดในปริมาณเล็กน้อยเพื่อหาเปลือกของไวรัส (HBsAg) ก็จะทราบได้ว่าท่านมีไวรัสตับอักเสบ บี ซึ่งแพทย์อาจตรวจหาหลักฐานว่ามีตับอักเสบหรือไม่โดยการตรวจระดับ เอนไซม์ของตับ (AST / ALT) โดยในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง แพทย์อาจนัดตรวจ 1-2 ครั้งในเวลาห่างกันทุกๆ 1-2 เดือน ก็จะทราบได้ว่าท่านมีตับอักเสบเรื้อรังหรือไม่ นอกจากนั้นแพทย์อาจตรวจหาปริมาณไวรัสโดยทางอ้อมด้วยการตรวจ HBeAg หรือการตรวจนับไวรัสในเลือดโดยตรง เพื่อประเมินปริมาณของไวรัส ก่อนการรักษา แพทย์อาจจะตรวจชิ้นเนื้อตับ โดยใช้เข็มที่มีขนาดเล็กเจาะผ่านผิวหนังหลังจากฉีดยาชา ซึ่งการตรวจชิ้นเนื้อนี้จะให้ข้อมูลที่สำคัญอย่างมากเกี่ยวกับการอักเสบของตับ
หากตรวจพบว่าท่านเป็นตับอักเสบ บี เรื้อรัง จะทำอย่างไร
ในปัจจุบันมีการรักษาที่ได้ผลในการลดการอักเสบของตับอยู่หลายวิธี ทั้งโดยยาฉีดอินเตอร์เฟียรอน หรือยารับประทาน ลามิวูดีน ซึ่งยาทั้งสองอย่างสามารถลดปริมาณของไวรัส ลดการอักเสบของตับ ทำให้ระดับเอนไซม์ของตับกลับสู่ภาวะปรกติ นอกจากนั้นยังอาจลดเนื้อเยื่อพังผืดในตับ ป้องกันการเกิดตับแข็งหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ การตัดสินใจเลือกชนิดยาสำหรับการรักษา แพทย์ผู้ดูแลจะอธิบายกับท่านถึงผลดีผลเสียของการใช้ยาทั้งสองอย่าง และช่วยพิจารณาว่าท่านเหมาะสมกับยาชนิดใดมากกว่ากัน นอกจากนั้นท่านควรปฏิบัติตัวโดยการรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรงดดื่มสุราและหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น พร้อมกับไปพบแพทย์เป็นระยะๆ เพื่อตรวจการทำงานของตับและแพทย์อาจตรวจกรองหามะเร็งตับร่วมด้วย ท่านสามารถแต่งงานมีบุตรได้โดยควรตรวจคู่สมรสของท่านก่อนแต่งงาน หากยังไม่มีภูมิคุ้มกันควรได้รับการฉีดวัคซีน ในกรณีมีบุตร ทารกทุกรายจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อจากมารดาอยู่แล้ว และมารดาสามารถให้นมบุตรได้ตามปรกติ
หากท่านสงสัยว่าจะเป็นไวรัสตับอักเสบ บี ควรทำอย่างไร
ท่านควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเลือด ซึ่งสามารถให้คำตอบแก่ท่านได้ในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์และเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก โปรดอย่าลืมว่าไวรัสตับอักเสบ บี สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนและแม้ท่านได้รับเชื้อไปแล้วมีภาวะตับอักเสบก็ยังรักษาได้โดยการใช้ยา ถึงแม้ว่าไวรัสตับอักเสบ บี อาจไม่ได้หมดจากร่างกายแต่ก็สามารถหยุดยั้งไม่ให้เกิดการอักเสบ ป้องกันการเกิดโรคแทรก
เราสามารถป้องกันตนเองได้อย่างไร
1.โดยดูแลตนเองให้พ้นจากความเสี่ยงดังกล่าว
2.ฉีดวัคซีนป้องกันโรคในผู้ที่ยังไม่มีภูมิต้านทาน
ใครบ้างที่ควรรับการฉีดวัคซีน
1.เด็กทารกที่เกิดใหม่ทุกคน
2.ผู้ที่ได้รับการตรวจเลือด แล้วพบว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกัน
3.ผู้ที่มีบาดแผลสัมผัสกับเลือดของคนที่เป็นพาหะ
4.ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับเลือดหรือสารจากเลือดบ่อยๆ
5.ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเลือด
6.ผู้ที่สมาชิกในครอบครัวเป็นพาหะ หรือผู้ป่วยเป็นโรคตับอักเสบจากไวรัส บี
7.ผู้ที่จะแต่งงานกับคนที่เป็นพาหะ
วัคซีนนี้ฉีดอย่างไร
เด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก
- ฉีดวัคซีนขนาดของเด็ก เข็ม ห่างกัน 0 ,1 และ 6 เดือน
ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่
- ฉีดวัคซีนขนาดของผู้ใหญ่ เข็ม ห่างกัน 0,1 และ 6 เดือน
เหตุผลที่ควรรับการฉีดวัคซีน
ในเด็กทารกที่ติดเชื้อจากมารดา จะมีโอกาสเป็นพาหะของโรค และเมื่อโตขึ้นอาจจะทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งตับได้ง่าย
ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่เมื่อเป็นแล้วจะต้องนอนพักผ่อน 1-2 เดือน ทำให้นักเรียนและนักศึกษาจะกระทบต่อผลการเรียนและพลาดโอกาสในการเรียนต่อ ถ้าเป็นคนทำงาน ก็จะหยุดงาน ซึ่งมีผลกระทบต่อการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนอาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดไปยังเพื่อนร่วมงานใกล้เคียงได้
เพราะเหตุใดโรคไวรัสตับอักเสบ บี จึงแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่น และผู้ใหญ่
1.จากการสัมผัสถูกเลือด โดยมีบาดแผลเกิดขึ้น เช่น จากการเล่นกีฬา เป็นต้น
2.จากการใช้ของร่วมกัน ได้แก่ แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ มีดโกนหนวด เป็นต้น
3.จากการดื่มกินโดยใช้ภาชนะเดียวกันร่วมกัน
4.จากการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นโอกาสที่เกิดสูงที่สุด
คำแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นพาหะโรคไวรัสตับอักเสบบี
เมื่อมีการปฏิบัติตนให้ถูกต้องจะลดและป้องกันการแพร่กระจายโรคสู่บุคคลใกล้ชิด ซึ่งสามารถปฏิบัติตนได้ดังนี้
1.รักษาร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายได้ตามปกติ
2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
3.งดสุราและสิ่งที่มีพิษต่อตับ
4.ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง
5.งดบริจาคเลือด น้ำเหลือง รวมทั้งน้ำเชื้อ
6.งดใช้ของร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะของที่อาจปนเปื้อนเลือดได้ เช่น ใบมีด
โกน แปรงสีฟัน
7.ใช้ถุงยางอนามัย เมื่อจะมีเพศสัมพันธ์
8.แนะนำให้สามีหรือภรรยา และบุตรที่ยังไม่มีภูมิต้านทานโรค ให้ได้รับการ
ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี
1 comments:
Artichoke (ATISO, actiso) อาร์ติโช๊คบำรุงตับไตถุงน้ำดี
อาร์ติโช๊ค (Cynara scolymus) เป็นพืชที่นิยมปลูกในต่างประเทศ เฉพาะภูเขาสูงมากกว่า 1,500 เมตร เท่านั้น ปี 2513 นักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรป ได้ค้นพบสารไซนาริน ” มีคุณค่าทางอาหาร และยา นำมาบริโภคสด หรือปรุงอาหารได้ทุกส่วน หรือนำมาสกัดสารไซนาริน(Synarin) รับประทานเพื่อบำรุงรักษาสุขภาพได้ดี” ในยุคโบราณอาร์ติโช๊คเป็นอาหาร และยารักษาโรคของชาวอียิปต์ ชาวกรีก และชาวโรมัน และเป็นเมนูอาหารที่สำคัญในทุกงานเลี้ยงของกรุงโรม นอกจากจะเป็นอาหารเสริม แล้วยังมีสรรพคุณทางยา ดังนี้
1. ช่วยบำรุง กระตุ้นการทำงานของตับ ซึ่งตับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ในการสกัดสารพิษ หรือสิ่งแปลกปลอมออกจากกระแสโลหิต สร้างน้ำดีและน้ำย่อย และเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสารอาหาร ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย
2. กระตุ้น การสร้างน้ำดีของตับ ทำให้มีประสิทธิภาพในการลดไขมัน (Chloresteral) ในเลือด ช่วยให้ระบบหลอดเลือดและหัวใจทำงานดี ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน
3. เสริมสร้างการทำงานของถุงน้ำดี ช่วยสร้างน้ำดีป้องกันถุงน้ำดีอักเสบ ซึ่งมักเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก ทำให้ระบบการย่อยอาหารดี ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก
4. ช่วยป้องกันตับอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคดีซ่าน และโรคตับแข็ง (Cirrhosis) ในประเทศบราซิล อาร์ติโช๊ค เป็นยาสมุนไพรพื้นฐาน ที่ใช้รักษาอาการเจ็บป่วยของตับ และโรคอื่นหลายโรค ได้อย่างกว้างขวาง เช่น โรคโลหิตจาง เบาหวาน ไข้ รักษาบาดแผล และเกาต์
สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม
www.artichokeskidney.com หรือ
www.smethai.com/shop/gms
Tel: 02 - 888 - 9954, 081 – 627 1521 คุณวัลลภา
Post a Comment